ข่าวจาก http://www.mineweb.net

INTERNATIONAL

CHINA DISCOUNT KNOCK-DOWN

The potash equilibrium – How China buys and Russia sells

An inside look at China’s price tactics for potash parallels China’s buying strategy for iron-ore, and forecasts further price growth.Author: John Helmer

Posted:  Tuesday , 31 Jul 2007

 

ข่าวนานาชาติ

จีนต่อรองราคานำเข้าโปแตชน้อยลง (China Discount Knock-down)

สมดุลของโปแตช เขาทำกันอย่างไรระหว่างรัสเซียเป็นผู้ขาย จีนเป็นผู้ซื้อ (The Potash equilibrium –How China buys and Russia sells)

การวิเคราะห์กลยุทธราคาแร่โปแตช เทียบเคียงกับตลาดซื้อขายแร่เหล็กในจีน และการคาดการณ์ราคาแร่โปแตช

เขียนโดย Mr.John Helmer  (นักข่าวประจำกรุงมอสโคว์ ตั้งแต่ปี 2532 เชี่ยวชาญด้านข่าวธุรกิจของรัสเซีย) ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2550

>>>>>>>>>>> 

 

มอสโคว์-

อดีต เป็นเวลา 150 ปี ระหว่าง สงครามฝิ่น กับ สงครามโลกครั้งที่ 2 การต่อรองของจีนผูกขาดอยู่กับ ธนาคาร  The Shanghai Bund. การต่อรองก็คือผลต่าง ที่พ่อค้าตะวันตกตกลงที่จะจ่ายซื้อสินค้าของจีน  กับราคาที่พ่อค้าจีนต้องการขาย

ปัจจุบัน  จะตรงกันข้าม เนื่องมาจากขนาดตลาดของจีนที่มีขนาดใหญ่ของโลก โดยเฉพาะด้านแร่และโลหะ อัตราต่อรองในปัจจุบัน จึงกลายเป็น ความแตกต่าง ระหว่างราคาที่พ่อค้าตะวันตกเสนอขายแร่ กับ ราคาที่จีนตกลงจะซื้อ การทำให้การต่อรองราคาของจีนน้อยลง จึงเป็นความฝันของผู้ส่งออกแร่ แต่นี้คือการต่อสู้ทางการค้า ซึ่งต้องการ nerves of steel (เอาการซื้อขายเหล็กเป็นกรณีศึกษา ?)

 

เริ่มศึกษาระหว่างแร่เหล็ก กับแร่โปแตช รายงานล่าสุด ของ Goldman Sachs มองว่าตลาดการซื้อขายแร่โปแตชของจีน จะคล้ายคลึงกับการซื้อขายแร่เหล็กของจีนในตลาดโลก ตัวอย่างเช่นล่าสุดนี้ รัสเซียสามารถขายแร่โปแตชให้จีน โดยไม่มีการต่อรองราคา

 

ตลาดแร่เหล็กและแร่โปแตชมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นักวิเคราะห์ Edlain Rodriquez พูด

ผู้ผลิตจะไม่ผลิตเกินตลาด (ไม่มีสต๊อกสินค้า) จีนมีความต้องการสูงมาก  ความต้องการทั่วโลกค่อนข้างคงตัว ตลาดที่มีผู้จำหน่ายไม่มาก บางที่ เกือบจะเรียกว่า  เป็นการสร้างกำแพงการเข้ามาเป็นผู้จำหน่ายรายใหม่  ลงทุนสูงใช้เวลานานของโครงการใหม่ๆ สำหรับแร่เหล็ก ใช้ บริษัท CVRD เป็นกรณีศึกษา มีการสต๊อกแร่เหล็กอย่างรวดเร็ว 825% เมื่อต้นปี 2546 ทำให้ราคาแร่เหล็ก เพิ่ม 190% คล้ายๆ กัน บริษัท PotashCorp ราคาสูงขึ้น 545 % แต่ว่าการซื้อขายในประเทศ(แคนาดา) เพิ่มขึ้นแค่ 85%

 

ปีที่ผ่านมา (2549) บริษัทผู้ผลิตแร่โปแตช Uralkali (รัสเซีย) และ Belaruskali (เบรารุส) และบริษัทจำหน่ายของทั้งสอง คือ BPC หยุดการขายให้จีน เป็นเวลา 7 เดือน (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาตกลงราคากัน)  ผู้บริหาร บริษัท Uralkali ชี้แจงนโยบายของบริษัท ที่ยึดราคามาก่อนปริมาณ (price over volume) วิธีการหนึ่งที่จะทำได้คือ การลดการต่อรองราคาของจีน (the China Discount)

 

ในระหว่างเจรจาราคากันนั้น บริษัท Uralkali และ Belaruskali สูญเสียการผลิตจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน ตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีน ถูกบังคับให้ลดปริมาณแร่สต๊อกเนื่องจากต้องขายเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ กรกฎาคม 2550 ทั้งสองฝ่ายตกลงสัญญาเรื่องราคาซื้อขาย โดยราคาเพิ่มขึ้น $25 ต่อตันสำหรับครึ่งหลังปี 2549 และ $30 ต่อตันในปี 2550 ปีหน้า(2551) ความแตกต่างระหว่างจีนกับส่วนอื่นๆของโลกที่ต้องการซื้อมีไม่มาก ทำให้การต่อรองของจีน หายไป

 

แร่โปแตช ในปัจจุบันใช้มากที่สุด คือเป็นปุ๋ยสำหรับพืช และแหล่งแร่สำรองขนาดใหญ่มีแค่ใน 3 ประเทศเท่านั้น คือ แคนาดา รัสเซีย และ เบรารุส ถือเป็น 85% ของปริมาณสำรองของโลก

 

กำลังผลิต สองบริษัทของรัสเซีย เป็นรอง บริษัท เบรารุส ซึ่งบริษัท เบรารุส เป็นรอง บริษัท PotashCorp ของแคนาดา และบริษัท โมเสก  ในตลาดโลกความสำคัญของการทำเหมืองแร่โปแตชสำคัญกว่า ทอง เงิน เพชร นิเคิล ทองแดง และบ๊อกไซด์

 

ตลาดการซื้อขายแร่โปแตชของโลก ยิ่งสำคัญกว่า (สำคัญกว่าการทำเหมืองแร่โปแตช) เพราะมีผู้ผูกขาดแค่สองราย คือ Canpotex (ซึ่งดูแลการซื้อขายของบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเหนือทั้งสามบริษัท (PotashCorp, Mosaic, Agrium)) และ  BPC ดูแลการซื้อขายของบริษัทในรัสเซีย และในเบรารุส

 

ขณะที่ประชากรโลกเพิ่ม ความต้องการอาหารเพิ่มตาม ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกไม่เพิ่ม การใช้ปุ๋ยจึงเป็นวิธีการชดเชยความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ ดังนั้นผู้ที่ต้องการแร่โปแตชมากที่สุด ก็คือผู้ที่หิวโหยที่สุด จีน อินเดีย บราซิล แต่ว่าธรรมชาติไม่ได้ให้แร่โปแตชในประเทศเหล่านี้  เนื่องจากมีผู้ผูกขาดแค่เพียงสอง (Canpotex –อเมริกาเหนือ BPC รัสเซีย+เบรารุส) และมีผู้นำเข้าหลักแค่ 3 (จีน อินเดีย บราซิล) ทำให้ปีที่ แล้ว 2549 การต่อสู้เรื่องราคาซื้อขายระหว่างรัสเซียกับจีน อย่างหนัก BPC ต้องการราคาที่เพิ่มขึ้น $40 ต่อตัน แต่ยังคงราคาเดิมกับอินเดีย แต่อีกฝากของโต๊ะเจารจา จีน ต้องการลดลง $20 ต่อตัน และอินเดียก็ต้องการลดราคาเช่นกัน

 

สุดท้าย BPC ชนะ ราคาโปแตชสูงขึ้นทั้ง จีนและอินเดีย จีนสูงขึ้น $25 ต่อตัน อินเดียคงที่ ปี 2549 และเพิ่ม $50 ต่อตัน ปี 2550 เดือน ตุลาคม 2549 น้ำท่วมเหมืองแห่งหนึ่ง ทำให้หยุดการผลิต กำลังผลิตของ Uralkali ลดจาก 5.4 ล้านตัน ในปี 2548 เป็น 4.2 ล้านตันในปี 2549 มูลค่าสูญเสีย $80 ล้าน

 

This year, China has agreed to pay BPC another $5 per tonne increase.

ปีนี้ 2550 จีน ยินดีขึ้นราคา อีก $5 ต่อตัน

 

สายข่าวการตลาดชี้แจงต่อ Mineweb “ โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณการต่อรองของจีนไม่มีอยู่จริง แต่ผู้ซื้อชาวจีนโดยทั่วไปมีทัศนคติที่จะซื้อในราคาที่เป็นการเกื้อกูล(ราคาถูก) เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดขนาดเล็กอื่นๆ เป็นเหตุให้การเจรจาเรื่องนี้เป็นการเจรจาทางการค้าที่สำคัญที่สุดในแต่ละปี ถึงแม้ว่าราคาซื้อขายในจีนจะต่ำกว่าตลาดอื่นในอาเซียน แต่ข้อย้ำว่าเป็นราคาหน้าเหมือง (a free-on-board:fob) ที่ยังไม่คิดค่าขนส่ง  เพราะฉะนั้นผู้ซื้อชาวจีนจะต้องรับผิดชอบความเสี่ยงในเรื่องขนส่ง ด้วยเหตุนี้บางปีผู้ซื้ออาจจะซื้อได้ในราคาถูก แต่ในบางปี ผู้ขายอาจพึ่งพอใจในราคา เนื่องจากในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ราค่าขนส่งมีการเปลี่ยนแปลงสูง วิธีการหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ที่จะลดความแตกต่างของราคาของตลาดจีน กับตลาดเพื่อนบ้านอื่นๆ คือการคิดค่าขนส่งรวมด้วยกับราคาแร่เลย (the cost-of-freight:cfb)

 

จากรายงานสถานการณ์โปแตชของรัสเซียล่าสุดโดย ธนาคาร Alfa โดย Mr.Roydel Stewart สรุปว่า กลยุทธการตลาดของบริษัท Uralkali กับประเทศจีนในปีที่แล้ว ยืนยันได้ว่า BPC สามารถเป็นผู้นำที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมแร่โปแตช และเราคาดว่าในปี 2550 จะมีความต้องการซื้อขายจำนวนมาก  เห็นได้จากผู้ค้าในประเทศจีนได้สร้างโกดังเก็บแร่โปแตชขนาดใหญ่ในปี 2548 จากนั้นมาก็ไม่มีอีกแล้ว ทั้งนี้เพราะผู้ผลิตจะพิจารณาการซื้อขายของตลาดโลกเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บสำรองแร่โปแตชจำนวนมาก

 

ถ้าหากว่า Uralkali และ BPC กลายเป็นบริษัทสำคัญด้านการซื้อขายแร่โปแตช จะทำให้จีนและตลาดอาเซียนอื่นๆ คงเป็นแหล่งบริโภคหลักๆ ต่อไป จีนซื้อแร่โปแตชจาก Uralkali ประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังผลิตรายปี (33.3%) อินเดีย 14% )ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 13% รวมกันแล้ว ตลาดอาเซียนซื้อแร่โปแตชจาก Uralkali 2 ใน 3 (66.6%)

 

ปัจจัยสองประการที่กระตุ้นราคาแร่โปแตชในเอเชีย คือ อาหาร และเชื้อเพลิง (เฉพาะ เชื้อเพลิงอินทรีย์ :biofuel)

 

ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร แร่โปแตชเป็นปุ๋ยที่มีคุณลักษณะเฉพาะ (ไม่มีสารอื่นทดแทนได้) ไนโตรเจน และ ฟอสฟอรัส คือสารอาหารที่สำคัญนอกเหนือจากโปแตช สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่ทั้งสองสารนี้ผลิตจาก แก๊สธรรมชาติ ซึ่งมีมากมายมหาศาล และเนื่องจากราคาของทั้งสองขึ้นอยู่กับราคาแก๊สธรรมชาติ กำไรของผู้ประกอบการต่อสารทั้งสองจึงถึงจำกัด

 

เชื้อเพลิงอินทรีย์มี 2 ประเภท เชื้อเพลิงอินทรีย์เอธานอล ได้มาจากการสกัดพืชพวก อ้อย ข้าวโพด  ส่วนเชื้อเพลิงอินทรีย์ดีเซล สกัดมาจากน้ำมันจากต้นพืชต่างๆ เช่น ต้นปาล์ม ถั่วดิน และ Rapeseed เพื่อชดเชยการใช้น้ำมันทั่วโลกมูลค่า 70% สหภาพยุโรปได้ออกกฎบังคับให้บริษัทน้ำมัน ผสมเชื้อเพลิงอินทรีย์ อย่างน้อย 2.5% ในน้ำมัน 1 บาเรลล์ ภายในปี 2552 และภายในปี 2554 เพิ่มเป็น 5% ได้แก่ประเทศแคนาดา ส่วนอินเดีย เป็น 5% ภายในปี 2555 10% ภายในปี 2560  ส่วนประเทศบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิต เอธานอลอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ได้มีการผสมเชื้อเพลิงอินทรีย์ในน้ำมันแล้ว ประมาณ 23 % และจะเพิ่มเป็น 25% ในอีกไม่นาน

 

บราซิลส่งออกเชื้อเพลิงอินทรีย์มากสุด ประมาณ 48% ของเชื้อเพลิงอินทรีย์เอธานอลจากน้ำตาล คิดเป็น 5,000 ล้านแกลลอน ส่วนอเมริกาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้นำเข้ารายใหญ่เชื้อเพลิงอินทรีย์เอธานอลจากข้าวโพด เยอรมันผลิตเชื้อเพลิงอินทรีย์ดีเซลประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตของโลก แต่ว่าปีที่แล้ว (2549) จีนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่กว่า สหภาพยุโรป โดยผลิตเชื้อเพลิงอินทรีย์เอธานอล มากกว่า 1,000 ล้านแกลลอน ตามรายงานของสมาคมปุ๋ยนานาชาติเดือนพฤษภาคม 2550 พบว่ากำลังผลิตพืชเกษตรกรรมจนถึงขณะนี้ไม่เพียงพอป้อนแก่ผู้ผลิตเชื้อเพลิงอินทรีย์ แต่ความต้องการเชื้อเพลิงอินทรีย์ที่มากกว่ากำลังผลิต ทำให้ประเทศจีน จำเป็นต้องนำเข้าโปแตชเพื่อการเกษตร และเชื้อเพลิงอินทรีย์ มากขึ้น

 

จากรายงานของสถาบันปุ๋ยนานาชาติ คำนวณว่า ในช่วงเวลา 30 ปี ระหว่างปี 2518-2548 เชื้อเพลิงอินทรีย์ของโลกเพิ่มขึ้นจาก 0 เป็น 30 ล้านตัน ถือว่าน้อยนิด  ถ้าเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้น้ำมัน สำหรับการขนส่งบนถนน ในปี 2548ซึ่งมีการใช้น้ำมันถึง 1,500 ล้านตัน แต่ว่าอัตราการใช้เชื้อเพลิงอินทรีย์มีลักษณะเพิ่มขึ้น ในช่วงสิบปีข้างหน้า คาดว่าจะมีการการใช้เชื้อเพลิงอินทรีย์ถึง 3 เท่า (คือมากกว่า 80 ล้านตัน)

 

แหล่งข่าวจากบริษัท Uralkali ซึ่งมีสำนักงานหลักอยู่ที่กรุงมอสโคว์ และมีเหมืองอยู่ที่ใจกลางประเทศรัสเซีย (เมือง Perm) เล่าว่ามาเลเซีย และ อินโดเนียเซียเป็นเป้าหมายตลาดที่สำคัญ  มาเลซีย ได้ริเริ่มโครงการผลิตเชื้อเพลิงอินทรีย์จากต้นปาล์มตั้งแต่ปี 2525 และประสบความสำเร็จในการผลิต เมทธิน เอสเตอร์ จากต้นปาล์ม (palm methyl esters) และสารผสม 5% น้ำมันปาล์มกับ 95 % น้ำมันดีเซล สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในงานขนส่งและอุตสาหกรรม ส่วนอินโดนีเซีย ได้ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ในไม่ช้าจะตามทันมาเลเซียและกลายเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก

 

มีบริษัทใหญ่ๆ ของหลายประเทศสนใจที่จะลงทุนพัฒนาเรื่องการผลิตเชื้อเพลิงอินทรีย์ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจนถึงขณะนี้มีการตกลงสัญญาการลงทุนมูลค่ามากกว่า 18000*35= 630,000 ล้านบาท เช่น บริษัท British Petroleum จากประเทศอังกฤษ Bioenergy จากประเทศสวีเดน  และสองบริษัทจากจีน ได้แก่ CNOOC และ Sinopec บริษัทของประเทศมาเลเซีย Genting Biofuels Asia ขณะนี้บริษัท CNOOC กำลังก่อสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซล จำนวน 3 โรง ในเมือง West Kalimantan นอกจากนี้ ยังมี 3 บริษัทจากประเทศออสเตรีย คือ Energea, BioDiesel International และ Christof Group ลงข่าวว่าขณะนี้กำลังพิจารณาแผนการลงทุนร่วมกับอินโดนีเซีย เพื่อสร้าง โรงงานผลิตไบโอดีเซลหลายโรง

 

สำหรับการแข่งขันที่จะขายโปแตชให้กับธุรกิจภาคนี้ของอาเซียนที่กำลังขยายตัวนั้น บริษัท Uralkali และ Belaruskali ถูกแข่งขันโดย คู่แข่งขันจากทวีปอเมริกาเหนือ คือ Canpotex  และผู้ค้ารายเล็กกว่าจาก อิสราเอลและจอร์แดน

 

บริษัท Canpotex ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ได้ทำการตลาดกับจีนมาเกือบ 20 ปี ในการผลักดันให้มีการใช้ปุ๋ยโปแตชร่วมกับปุ๋ยอื่นๆ อย่างสมดุล จากการให้ข่าวของ Canpotex เช่น มีการลงสาธิตกับเกษตรกรถึงที่เพาะปลูก ได้แก่ การใช้ปุ๋ย ผลดีของการใช้แม่ปุ๋ยอย่างสมดุลทั้ง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตช  ประเทศจีนใช้ ไนโตรเจนเกือบ 20 ล้านตันต่อปี แต่ใช้โปแตชแค่ 3 ล้านตันต่อปี คิดเป็นอัตราส่วนระหว่างไนโตรเจนกับโปแตช 10:1.5 นักวิทยาศาสตร์จีนแนะนำการใช้ที่อัตรส่วน 10:2.5 จะทำให้พืชสามารถนำไนโตรเจนไปใช้อย่างสมบูรณ์ (หมายความว่าจีนจะต้องใช้ปุ๋ยโปแตชเพิ่มจาก 3 ล้านเป็น 5 ล้านตัน) บริษัท Canpotex ใช้เงินปีละไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวจีน ถึงเหตุผลที่ต้องใช้โปแตชมากขึ้น เพื่อให้เกิดผลสูงสุดแก่การใช้ไนโตรเจนที่เป็นอยู่ การลงทุนโฆษณาเพื่อการตลาดขนาดย่อมนี้ Canpotex กำลังดำเนินการในประเทศอื่นด้วยเช่นกัน ได้แก่ เวียตนาม และ ปากีสถาน

 

สำหรับตลาดการซื้อขายของภูมิภาคอาเซียนแล้ว BPC (บริษัทดูแลด้านการตลาดโปแตชของรัสเซีย+เบรารุส) เชื่อว่า บริษัทมีข้อได้เปรียบบริษัทคู่ค้า Canpotex (บริษัทดูแลด้านการตลาดโปแตชของ แคนาดา+อเมริกา) การขนส่งทางเรือจาก Uralkali มาจีนแพงกว่า การขนส่งทางเรือจากแคนาดามาจีน ผลต่างของการขนส่งทางเรือ ระหว่าง จาก Pacific ports(Canpotex) มาจีน จะถูกกว่า จาก St.Petersburg(BPC) เกือบ 10x35= 350 บาทต่อตัน แต่อย่างไรก็ตามมันจะถูกกว่ามาก ด้วยการขนส่งทางรถไฟจาก Uralkali มายังจีน (ถูกกว่าการขนส่งทางเรือของ Canpotex)

 

สำหรับตลาดอินเดีย บริษัท Uralkali ได้เปรียบด้วยการขนส่งทางเรือ เกือบ 10x35=350 บาทต่อตัน บริษัทจากแคนาดา มีตลาดทั้งในจีนและอินเดีย เฉพาะในอินเดียมีการเพิ่มขนาดตลาดตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  ด้วยอัตราการขยายตัวขนาดใหญ่ของการใช้ปุ๋ยโปแตชในภูมิภาคเอเชีย ในช่วงเวลาเดียวกัน BPC ได้ขยายตัวแทนจำหน่ายในตลาดอาเซียนหลักๆ ด้วยราคา cfr สูงกว่า แต่ราคาขนส่งถูกกว่า นอกจากนี้ ราคาในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกกำหนดด้วยราคาตลาด ซึ่งแตกต่างกับอินเดียซึ่งถูกกำหนดโดยรัฐบาล และส่วนใหญ่จะเป็นเงินสนับสนุนจากรัฐ

 

วันที่ 6 มิถุนายน 2550 BPC ได้ทำสัญญากับ บริษัทนำเข้าปุ๋ยโปแตชใหญ่ที่สุดในอินเดีย IPL ราคาค่าขนส่งเพิ่มเป็นตันละ 50x35=    1,750 บาท ซึ่งเป็นราคาที่มากกว่าผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้เสียอีก ซึ่งเหตุผลหนึ่งก็คือ การที่ไม่มีปริมาณปุ๋ยโปแตชสำรองในอินเดีย เนื่องจาก การหยุดขายชั่วคราวของรัสเซียเมื่อปีที่แล้ว (2549)

 

แผนการเพิ่มกำลังผลิตของ Uralkali เริ่มเห็นได้ชัดในภาคแรกของปี 2550 ที่กำลังผลิต 2.5 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนการเพิ่ม 32% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2549 เหตุผลหลักเนื่องมาจากการเจรจาต่อรองราคากับจีน  นักวิเคราะห์ ในกรุงมอสโคว์แนะนำว่า กำลังผลิตของ Uralkali สำหรับปี 2550 คือ 5 ล้านตัน และบริษัทได้วางแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 7 ล้านตันภายในปี 2553 จะทำให้บริษัทเติบโตทั้งรายได้และลดต้นทุนการผลิตต่อตัน ซึ่งขณะนี้ต้นทุนการผลิตประมาณ 70% ของราคาขาย

 

นอกจากความวุ่นวายในปี 2549 แล้ว Uralkali จะไม่ใช้แผนการผลิตเดิม จากการกล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ในเดือน มิถุนายน 2550 Mr.Dmitry Ribolovlev เราพยายามจะสร้างโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังผลิตและปรับปรุงโรงงานเดิมให้ทันสมัยขึ้น ความต้องการใช้ปุ๋ยโปแตชเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ที่ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างนี้ในอนาคตอีกนาน หลังจากเมื่อปีที่แล้วเราสูญเสียกำลังผลิตจำนวนหนึ่ง ขณะนี้เราจึงต้องเพิ่มกำลังผลิตอย่างรวดเร็ว 

 

สถานการณ์ราคาโปแตชทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นแบบต่อเนื่อง  ขณะนี้เกือบ 3 เท่าของปี 2547 เริ่มเดือนหน้า (สิงหาคม) ราคาในตลาดเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะโตประมาณ 40x35=    1,400บาท ทำให้ราคาแร่เป็น 300x35=   10,500 บาทต่อตัน นี้คือเรื่องที่น่ายินดียิ่ง ปัญหาเรื่องการขนส่งโปแตชไปยังจีนและอินเดียในปีนี้ถูกแก้ไขแหล่งข่าวจาก BPC บอกแก่ เวปไซด์ Mineweb

 ประธานบริหารใหญ่ บริษัท Canpotex นาย Steven Dechka ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับธุรกิจหรือสถานการณ์การตลาดของ Canpotex

 ตามรายงานของ the Goldman Sachs (บริษัท โบรกเกอร์) กล่าวว่า การสิ้นสุดของสหภาพโซเวียต ทำให้โปแตชของรัสเซียถูกขายออกสู่ตลาดโลก และเป็นการสกัด ไม่ให้ Canpotex เป็นผู้ผูกขาดตลาดโปแตชโลกแต่เพียงรายเดียว ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โปแตชของรัสเซียจำนวนมากถูกใช้ในประเทศ ด้วยการส่งออกเพียงจำนวนจำกัด อย่างไรก็ตามหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในต้นปี 2533 ผุ้ผลิตปุ๋ยโปแตชในรัสเซีย ได้ทดลองตลาดการส่งออก ส่งผลให้ปุ๋ยโปแตชออกสู่ตลาดโลกมากขึ้นทำให้ราคาตกลง ในปี 2546 ปริมาณการผลิตในรัสเซียเพียงพอกับความต้องการใน อาเซียนชึ่งกำลังเพิ่มขึ้น ในปี 2549 บริษัท Uralkali กลายเป็น บริษัทผู้มีบทบาทผุ้ผลิตรายสำคัญของโลก

 ปีหน้า 2551 ตามรายงานของ Goldman Sachs ราคาของโปแตชจะสูงขึ้นตามราคาแร่เหล็ก จากการกระตุ้นจากความต้องการในจีน จากความคล้ายคลึงของทั้งสองแร่ เราเชื่อว่า ประวัติศาสตร์การตลาดของแร่เหล็กจะเป็นบทเรียนของตลาดแร่โปแตช  ตลาดโปแตชตามหลังแร่เหล็กอยู่ ประมาณ 1 ปี (ราคาแร่เหล็กเริ่มเพิ่มขึ้นในปี 2546 แต่ของโปแตชในปีช่วง 3 เดือนแรกของปี 2547) เราเชื่อว่าโอกาสที่แร่โปแตชจะเพิ่มสูงขึ้นมีมาก เราประมาณว่า ชาวนาในอเมริกา ด้านตะวันตกตอนกลาง จะซื้อโปแตชมากกว่า 300x35=   10,500 บาทต่อตันในอีกสองปีข้างหน้า (ปี 2552) คิดเป็น 22% ของราคาปัจจุบัน ($234 หรือ 234 x 35=8,190 บาทต่อตัน ในขณะเดียวกันราคาส่งออกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย บราซิล และ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

 Goldman Sachs ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนในอเมริกาได้รายงาน และพยากรณ์ว่า จะมีการเจรจาเรื่องราคา ในปี 2551 และจะรุนแรงกว่าปีที่แล้ว  ความจำกัดในตลาดโลกจะมีผลกระทบต่อการเจรจาต่อรองกับจีน ในปี 2551 เราคาดว่าผู้ผลิตทั่วโลกและจีนเริ่มที่จะเจรจาล่วงหน้านานกว่าในอดีต และจีนยินดีจ่ายสูงกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา(เพิ่ม $35 ต่อตันในปี 2549 และ $5 ต่อตันในปี 2550) ซึ่งจะเป็นดัชนีการต่อรองสำหรับผู้นำเข้ารายอื่นๆด้วย  ในมุมมองของเรา(Goldman Sasch) ด้วยสถานการณ์การตลาดทั่วไป และไม่มีการสต๊อกสินค้าในจีนหรือมีต่ำ เราเชื่อว่าราคาโปแตชจะเพิ่มขึ้น $50-70 ต่อตัน( 1,750- 2,450 บาทต่อตัน) สำหรับปี 2551 (ทำให้ราคาแร่โปแตชเป็น 234+50/70= $284-304 ต่อตัน)

 


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: