.

 

อิตัลไทย รุกผ่าทางตันเหมืองแร่โปแตชอุดรฯ

 โดย ผู้จัดการออนไลน์                                                       15 สิงหาคม 2550 13:57 .

 

  การตัดสินใจเข้าลงทุนในโครงการเหมืองแร่โปแตช อุดรธานี ของอิตัลไทย โดยทุ่มเงินหลายพันล้านซื้อหุ้นจากนักลงทุนชาวแคนาดาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการก่อสร้างที่คิดขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมเหมืองแร่ตกอยู่ในสภาวะกลับบ่ได้ ไปบ่ฮอด จอดพอกะเทินเพราะเกือบร่วมปีแล้วที่อิตัลไทย ถูกรุกไล่จากฝ่ายต่อต้านที่มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เป็นแกนหลัก กระทั่งถอยร่นไปสู่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
       
       คำถามคือ อิตัลไทย จะยอมม้วนเสื่อกลับบ้านง่ายๆ หรือตอบโต้กลุ่มคัดค้านชนิดตาต่อตาฟันต่อฟันเหมือนดังเช่นกรณีนายทุนจากแคนาดาเคยกระทำเพื่อให้โครงการเดินหน้าไปได้ ??
       
       เวลานี้ ผู้บริหารของอิตัลไทย ถึงบางอ้อแล้วว่า แนวทางที่บริษัทหวังว่าจะสมานฉันท์กับกลุ่มคัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นการถอนฟ้องแกนนำ การยกเลิการรังวัด การยกเลิกรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ฉบับเดิมเพื่อจัดทำอีไอเอฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มอนุรักษ์ฯ เป็นแต่เพียงหมากที่หลอกล่อให้บริษัทตกหลุมพราง เนื่องจากกระบวนการเริ่มต้นใหม่ที่วาดหวังไม่อาจเกิดขึ้นได้
       
       ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปจะเห็นอย่างชัดเจนว่า ธงนำของกลุ่มอนุรักษ์ฯ คือ ล้มโครงการสถานเดียว หาใช่เพียงการต่อต้านและขับไล่นายทุนต่างชาติที่เข้ามากอบโกยเอาทรัพยากรของไทยไปดังที่อิตัลไทยเข้าใจไปเองแต่อย่างใด
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้ การตั้งคณะทำงานเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์สังคม กรณีเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนทั้งกลุ่มผู้สนับสนุน คัดค้าน หน่วยงานรัฐ บริษัท เพื่อทำงานหาทางออกร่วมกัน ล้มคว่ำไม่เป็นท่า เมื่อคณะทำงานฯ ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 4 ตำบล (.โนนสูง, .หนองไผ่ อ.เมือง และต.นาม่วง ต.ห้วยสามพาด กิ่งอ.ประจักษ์ศิลปาคม)
       
       เวทีรับฟังความเห็น สามารถดำเนินการได้เพียง 3 ตำบล ยกเว้น ต.ห้วยสามพาด ฐานที่มั่นของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่มีนายประจวบ แสนพงษ์ นายกอบต.ห้วยสามพาด และนางมณี บุญรอด ประธานสภาอบต.ห้วยสามพาด เป็นแกนนำ ได้รวมตัวกันประท้วงอย่างดุเดือดจนไม่อาจจัดเวทีประชุมได้
       
       หากมองในมุมของนักลงทุน เวลานี้ อิตัลไทย เสมือนถูกลอยแพให้เผชิญหน้ากับความขัดแย้งอย่างโดดเดี่ยว หน่วยงานรัฐไม่ว่าในระดับพื้นที่หรือส่วนกลาง ต่างเอาตัวรอดลอยตัวหนีปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนานหลายปี การยื่นขอประทานบัตรของบริษัท ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการรังวัดขึ้นรูปแผนที่ก่อนเป็นอันดับแรก จึงถูกโยนกันไปมาระหว่างจังหวัดอุดรธานี ซึ่งขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพราะไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับม็อบ
       
       เมื่อไม่สามารถรังวัดขึ้นรูปแผนที่ได้ การจัดทำและรับรองแผนผังโครงการทำเหมือง การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ฉบับใหม่ การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นกระบวนการลำดับต่อไปในขั้นตอนการขอประทานบัตร ก็จอดสนิท
       
       แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายคัดค้านต่างเรียกร้องถึงการเปิดเผยข้อมูล เรียกร้องการมีส่วนร่วม เรียกร้องการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ที่แก้ไขทุกข้อบกพร่องของอีไอเอเดิม ฯลฯ และไปไกลถึงการเรียกร้องให้จัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งดูเหมือนว่า โครงการนี้จะถูกกดดันให้ทำ SEA เป็นโครงการแรกๆ ของประเทศ ขณะที่ยังไม่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ออกมารองรับ เพราะเรื่องนี้เพิ่งอยู่ในขั้นตอนที่ สผ. กำลังรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายและยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
       
       ข้อเรียกร้องต่างๆ นาๆ ทั้งที่อิงอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และจินตนาการชุมชนท้องถิ่นในฝันอันสวยงามของฝ่ายคัดค้านนั้น หนึ่งในทีมผู้บริหารของอิตัลไทย ระบุว่า พวกเขาเรียกร้องในสิ่งที่ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะการรังวัดพื้นที่ซึ่งหมายถึงการนับหนึ่งยังเริ่มไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังอยู่ในขั้นอนุบาลอยู่เลย แล้วจะไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ถกเถียงแลกเปลี่ยนในประเด็นต่างๆ และเรียกร้องให้ศึกษาแก้ไขเรื่องโน้นเรื่องนี้เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันได้อย่างไร เวทีที่จัดขึ้นเพื่อรับฟังความเห็นก็พากันล้มกระดาน สาดน้ำหมาก
       
       ฟากฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ณ เวลานี้ การสามารถหลอกล่อให้อิตัลไทยตกหลุมพรางและติดหล่มจนไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ นี่คืออีกหนึ่งชัยชนะบนเส้นทางการต่อสู้ที่เพิ่มพูนสะสมมาตั้งแต่สมัยต่อกรกับนายทุนแคนาดาจนหอบกระเป๋ากลับบ้าน ยิ่งยืดเวลาไปเนิ่นนานเท่าใด โอกาสกำชัยชนะถึงขั้นเด็ดขาด คือ ล้มโครงการก็มากขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขาก็ทำทีปลุกปลอบนักลงทุนให้ตายใจด้วยถ้อยคำที่ว่าขอให้ถอยกันคนละก้าว
       
       บทเรียนความเจ็บปวดซ้ำซากจากโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้การต่อสู้ของภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านการลงทุนโครงการใหญ่ได้ผนึกแน่นเป็นพันธมิตรร่วมจากทั่วประเทศสร้างพลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นั่นทำให้การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านเป็นไปอย่างเข้มข้นและทำให้เกิดปัญหาชุมชนแตกแยกตามมา รวมถึงการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้ลงทุนกับกลุ่มผู้คัดค้าน จนยากจะหาทางประนีประนอม
       
       ถึงนาทีนี้ ยังไม่แน่ว่า สุดท้าย อิตัลไทย จะยอมม้วนเสื่อออกจากพื้นที่เหมือนกรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด หรือจะใช้วิธีการแยกสลายและปฏิบัติการเดินหน้าดังกรณีโครงการท่อก๊าซจะนะของบริษัทปตท จำกัด (มหาชน) (ปตท.) หรือโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่หนึ่งในทีมผู้บริหารของอิตัลไทย กล่าวในเชิงส่งสัญญาณรุกว่าบริษัทพร้อมจะเปิดแนวรุกและจะดำเนินการทุกอย่างตามกรอบของกฎหมายเพื่อผ่าทางตันที่บริษัทกำลังเผชิญในขณะนี้

 

 โครงการเหมืองแร่โปแตช อุดรฯ ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2524 โดยบริษัทเอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) จากแคนาดา ได้รับสิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตช บริษัทฯ สำรวจพบแร่โปแตชคุณภาพดี 2 แหล่ง คือ แหล่งอุดรใต้ และแหล่งอุดรเหนือ โดยมีแผนจะพัฒนาแหล่งอุดรใต้ก่อนเป็นอันดับแรก และในปี 2541 บริษัทฯ ได้ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษและได้รับอนุมัติจากกระทรวงอุตสาหกรรม เนื้อที่ 528,750 ไร่ ระยะเวลา 3 ปี
       
       ต่อมา ในปี 2542 – 2543 บริษัทยื่นเสนอรายงานอีไอเอ ต่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) และได้รับการอนุมัติในเดือนธ.. 2543 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า อีไอเอมีปัญหาในกระบวนการจัดทำ การประเมินผลกระทบด้านต่างๆ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ล้าสมัย อีกทั้งไม่มีการประเมินผลกระทบที่สำคัญ เช่น ผลกระทบจากเกลือทั้งกองหางแร่ บ่อน้ำเกลือ ผลกระทบต่อน้ำผิวดิน การใช้ที่ดินบริเวณข้างเคียง รวมทั้งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชน ผลกระทบทางสุขภาพ เป็นต้น
       
       เดือน พ.. ปี 2546 อาชญาบัตรพิเศษหมดอายุ บริษัทฯยื่นขอประทานบัตรเหมืองใต้ดินตาม พ... แร่ (ฉบับที่ 5) .. 2545 ที่กำหนดให้ทำเหมืองใต้ดินของที่ดินที่มิใช่ที่ว่างถ้าอยู่ในระดับความลึกไม่เกิน 100 เมตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นการละเมิดแดนกรรมสิทธิ์ของบุคคล
       
       ถัดจากนั้น เดือน มิ.. ปี 2549 บริษัทสินเหมืองแร่ไทย จำกัด ในเครืออิตัลไทย ซื้อกิจการของบริษัท APPC ส่งผลให้ APPC กลายเป็นบริษัทของคนไทย 100% โดยเครืออิตัลไทย ถือหุ้น 90% รัฐบาลไทย ถือหุ้น 10% มีทุนจดทะเบียน 3,000 ล้านบาท และเดือนก.. ในปีเดียวกัน บริษัทฯ ยกเลิกการรังวัดและยกเลิกอีไอเอฉบับเดิมเพื่อจัดทำรายงานอีไอเอใหม่ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุดรธานี
       
       ข้อมูลของบริษัท ระบุว่า โครงการนี้ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 15 – 20 กม. พื้นที่ขอประทานบัตรประมาณ 22,875 ไร่ การพัฒนาโครงการจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 11,700 ล้านบาท โดยพื้นที่ขอประทานบัตรประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เหมืองใต้ดินลึกประมาณ 350 เมตร และโรงแต่งแร่บนผิวดิน บนเนื้อที่ประมาณ 1,250 ไร่
       
       ในการทำเหมืองและแต่งแร่ บริษัทขอประทานบัตรมีอายุ 25 ปี แยกเป็นช่วงก่อสร้าง 3 ปี และช่วงดำเนินการ 22 ปี แหล่งแร่โปแตชอุดรใต้ มีปริมาณแร่สำรอง 118 ล้านตัน บริษัทวางแผนทำเหมือง 22 ปี โดยช่วงแรกจะผลิตที่ 1 ล้านตัน ขยายกำลังการผลิตเป็น 2 ล้านตัน/ปี ในช่วงปีที่ 5-6 โดยใช้เทคนิกการทำเหมืองแบบ ช่องทางสลับค้ำยันโดยขุดแร่เป็นช่องและเว้นบางส่วนไว้เป็นเสาค้ำยัน
       
       จากนั้น นำแร่ที่ขุดลำเลียงผ่านอุโมงค์ลาด มีความยาวประมาณ 2 กม.ขึ้นมายังโรงแต่งแร่เพื่อเข้ากระบวนการแยกแร่ด้วยวิธี ลอยแร่ทั้งนี้ประมาณร้อยละ 83 ของผลิตภัณฑ์แร่โปแตช จะส่งจำหน่ายต่างประเทศที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 17 จำหน่ายภายในประเทศ
        
       มาตรการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม บริษัทจะจัดการน้ำใช้ด้วยการสร้างบ่อเก็บน้ำฝนในพื้นที่เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต ความจุ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี และมีการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ในการแยกแร่ ส่วนการลดการทรุดตัวของผิวดิน จะทำโดยการออกแบบเสาค้ำยันให้มีขนาดที่เหมาะสม มีการนำหางแร่ทั้งหมดกลับไปถมในช่องเหมืองเพื่อไม่ให้มีกองหางแร่เหลืออยู่ภายหลังปิดเหมือง
       
       ด้านมาตรการป้องกันสำหรับกองหางแร่และบ่อน้ำเกลือ บริษัทจะจัดสร้างคันดินโดยรอบ มีการปูพลาสติกสังเคราะห์ HDPE ที่ก้นบ่อพร้อมติดตั้งระบบตรวจสอบการรั่วซึมด้วยการติดตั้งเครื่องดักฝุ่นในโรงแต่งแร่และใช้ดินปกคลุมและปลูกต้นไม้บนกองหางแร่
       
       ภายหลังการรับฟังความเห็นของประชาชน บริษัทฯ ระบุว่า ได้เพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งการควบคุมฝุ่นจากโรงแต่งแร่บนผิวดิน โดยจะควบคุมการปล่อยฝุ่นไม่ให้เกิน 230 มก./ลูกบาศก์เมตร, การถมกลับหางแร่ จะทำให้เร็วขึ้นและมีการคลุมกองหางแร่ ลดความสูงของกองหางแร่ รวมทั้งติดตั้งระบบท่อรวบรวมน้ำเกลือเพื่อนำไปเก็บกักไว้ในบ่อน้ำเกลือและติดตั้งท่อการดัดน้ำเกลือเพื่อป้องกันมิให้น้ำเกลือปนเปื้อนดินและน้ำใต้ดิน ส่วนการทรุดตัวของผิวดิน ได้ออกแบบเหมืองให้สามารถควบคุมการทรุดตัวงของผิวดินตลอดระยะเวลาการทำเหมือง 22 ปี ไม่ให้เกิน 70 ซม.
       
       วิสุทธิ์ จิราธิยุต กรรมการผู้จัดการใหญ่ APPC ระบุว่า ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกแร่โปแตช ปีละประมาณ 15,210 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานระยะยาวโดยตรง 900 อัตรา และการจ้างงานทางอ้อม กว่า 4,500 อัตรา จะก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากการจำหน่ายแร่โปแตช ตลอด 22 ปี ประมาณ 334,620 ล้านบาท
       
       ส่วนประมาณการรายได้ที่รัฐบาลจะได้รับตลอดอายุโครงการ เช่น ค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินปันผลของรัฐบาล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบ่งกำไรของรัฐบาล ภาษีเชื้อเพลิง เงินทุนการศึกษา ค่าธรรมเนียมประทานบัตร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมทั้งสิ้น 114,426 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ การจัดสรรค่าภาคหลวง จำนวน 21,000 ล้าน จะกระจายไปยังรัฐบาล (40%) 8,500 ล้าน, อบจ.อุดรธานี (20%) 4,000 ล้าน, อบต. ต่างๆ (40%) 8,500 ล้าน เช่น อบต.ในเขตทำเหมืองแร่ 4 อบต. (50%) 4,300 ล้าน, อบต.อื่นๆ ในอุดรธานี (25%) 2,100 ล้าน, อบต.อื่นในประเทศ (25%) 2,100 ล้าน (คำนวนจากการผลิต 2 ล้านตัน ราคา 8,580 บาท/ตัน)

แม้ตัวเลขของอิตัลไทย จะดูตื่นตาตื่นใจและให้คำมั่นจะจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ฝ่ายคัดค้าน ลดธงลงมาได้ เพราะอนาคตของคนอีสานรุ่นต่อๆ ไปที่ยังไม่แน่ว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดกับโครงการพัฒนาเหมืองแร่
       เวลานี้ ไม่ใช่มีแต่เหมืองแร่โปแตชอุดรธานีเท่านั้น โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสานที่กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยื่นขอสำรวจและผลิตโปแตช ขณะนี้มีมากถึง 7 โครงการ ในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 634,145 ไร่ ใต้พื้นที่ชุมชนและเกษตรกรรม อันเป็นผลจากการแก้ไขพ...แร่ ปี 2545 ที่ให้ทำเหมืองใต้ดินที่ลึกกว่า 100 เมตร ไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดิน
       ถ้าโครงการโปแตชเกิดขึ้นในอุดร คนอุดรตาย และเด็กคือคนที่อยู่ข้างหลังก็เจ็บปวดพื้นที่สีเขียวกลายเป็นพื้นที่สีขาวที่เค็ม แล้วคุณจะอยู่อย่างไร ลูกหลานจะอยู่อย่างไรศรีศักดิ์ วัลลิโภดม เคยกล่าวไว้ในการเสวนาอารยธรรมบ้านเชียงและอารยธรรมหนองหาน : ความเชื่อมโยงในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืนเมื่อ 29.. 2546 ณ สถาบันราชภัฎอุดรธานี
       
       ศรีศักดิ์ ยังสะท้อนภาพโดยสรุปว่า ภาคอีสานกำลังถูกทำลายเพราะโครงการพัฒนา โครงการอุตสาหกรรมมหึมาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงอยากให้ทบทวนเพราะคนอุดรธานีและคนในแอ่งสกลนครและแอ่งโคราชซึ่งเป็นแหล่งแร่โปแตชและเกลือหินของภาคอีสาน อยู่กันมาอย่างยั่งยืนสามพันกว่าปี แต่กำลังพินาศฉิบหายอย่างรวดเร็วเมื่อประมาณสี่สิบปีที่ผ่านมา และความฉิบหายเร่งอัตราขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเกิดการทำเหมืองโปแตชขึ้นมามันอันตราย เพราะการเอาแร่โปแตชไม่ได้โปแตชอย่างเดียว จะต้องเอาเกลือมาไว้บนผิวดินหลายๆ ล้านตัน เกลือที่เอาขึ้นมาด้วยจะทำลายทุกอย่าง ทั้งมลภาวะทางพื้นดิน น้ำ และอากาศ ฯลฯ
       
       ด้าน เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ฟันธงว่า แรงจูงใจสูงสุดของอิตัลไทย ในการเข้ามาซื้อหุ้นครอบครองกิจการทำเหมืองแร่โปแตชอุดรธานรีของบริษัท APPC ก็คือราคาแร่โปแตชในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 125 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 200 กว่าเหรียญสหรัฐต่อตัน และปริมาณเกลือมหาศาลที่เป็นผลพลอยได้จากการขุดแร่โปแตชสามารถต่อยอดธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เกลือเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
       
       บรรดาแกนนำเคลื่อนไหวทั้ง สุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มและการจัดการทรัพยากรแร่ภาคอีสาน และ มณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ยังออกมาตอบโต้ผู้บริหารของอิตัลไทยว่าสร้างภาพจากการสั่งเลิกอีไอเอเดิมเพื่อจัดทำใหม่ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ซึ่งแท้จริงเป็นเพราะอีไอเอเดิมมีความบกพร่องจนไม่อาจยอมรับได้ ส่วนการรังวัดมีการเร่งรัดลัดขั้นตอน หากอิตัลไทยจริงใจจริงต้องรอให้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือเอสอีเอ ทั้งเกลือและโปแตชทั่วภาคอีสาน ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติเมื่อต้นปี 2549 ก่อน
       
       จุดยืนของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ที่เรียกร้องขอให้ยึดมั่นแนวทางการพัฒนาชุมชนด้วย เศรษฐกิจพอเพียงแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้ ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับประชาชนในพื้นที่ร่วมกันพลิกฟื้นแผ่นดินด้วยเกษตรอินทรีย์ ไร้ปุ๋ยเคมี ไม่มีเหมืองแร่โปแตชโดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน พอเพียง และพึ่งตนเองให้ได้ดูเหมือนว่าจะผลักให้ อิตัลไทย ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินเข้าสู่ทางตันสถานเดียว ???
       
       ///////////////////////////////////////////////////
       
       โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน
       
       ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี และกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ระบุว่า จากการแก้ไขพ...แร่ ปี 2545 ให้ทำเหมืองใต้ดินที่ลึกกว่า 100 เมตรได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดิน ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ยื่นขอสำรวจและผลิตแร่โปแตช โดยปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 634,145 ไร่ ดังนี้
       
       1) โครงการเหมืองแร่โปแตชบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ของบริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (เอ พี เอ็ม ซี) ยื่นประทานบัตรที่ ต.บ้านตาล ต.บ้านเพชร และต.ห้วยทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ จำนวน 9,708 ไร่
       
       2) โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ของบริษัทบริษัทเอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) จากแคนาดา ซึ่งปัจจุบันเป็นของบริษัทอิตัลไทย ขอประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดินแหล่งอุดรใต้ 22,437 ไร่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง ต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง กิ่งอ.ประจักษ์ศิลาคม และอุดรเหนือ 52,000 ไร่ ในเขตเทศบาลนครอุดร อ.เมือง อ.หนองหาน และกิ่งอ.ประจักษ์ศิลาคม รวม 74,437 ไร่
       
       3) โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.สกลนคร ของบริษัทไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศจีน ได้ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตชใน อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร 12 แปลง เนื้อที่ 120,000 ไร่
       
       4) บริษัท ธนสุนทร (1997) จำกัด ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจในพื้นที่ ต.ด่านซ้าย อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา 3 แปลง เนื้อที่ 30,000 ไร่
       
       5) บริษัทเหมืองไทยสินทรัพย์ จำกัด ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจในพื้นที่ อ.คง อ.บัวใหญ่ อ.บ้านเหลี่ยม อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา จำนวน 28 แปลง เนื้อที่ 280,000 ไร่
       
       6) บริษัทกรุงเทพโยธาอุตสาหการ จำกัด ได้ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช 10 แปลง เนื้อที่ 100,000 ไร่ ในพื้นที่ต.บ้านทุ่ม ต.บ้านหว้า อ.เมือง และต.บ้านฝาง ต.บ้านเหล่า อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น
       
       7) บริษัทไทยสารคามอะโกร โปแตช จำกัด ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช ในท้องที่อ.หนองเม็ก และต.บ่อพาน อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม 2 แปลง เนื้อที่ 20,000 ไร่

 

กรรมการสิทธิฯหวั่นโปแตซขัดแย้งหนัก เรียกนายทุน-ชาวบ้านแจงกรณีปัญหา
โดย ผู้จัดการออนไลน์

11 กันยายน 2549 21:52 น.

       ศูนย์ข่าวขอนแก่นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเรียกแจงปัญหาเหมืองโปแตช “เปรมชัย”ยันยึดเยอรมันแบบอย่างทำเหมืองที่ดี ด้านกลุ่มอนุรักษ์ชี้เพียง 3 เดือนเกมแยกสลายมวลชนของฝ่ายมวลชนสัมพันธ์อิตาเลียนไทยทำป่วน สร้างกลุ่มหนุนปะทะกลุ่มต้าน
       

       วันนี้( 11 ก.ย.) เวลาตั้งแต่ 09.00 น.- 16.00 น.อนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำและแร่ธาตุ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดเวทีชี้แจงข้อมูลกรณีปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานกรรมการบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย นางสาวประพิมพรรณ สุขชูเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์บริษัทอิตาเลียนไทย นายสุรพงษ์ เชียงทอง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานโครงการศึกษาปัญหาดินเค็มและการจัดการทรัพยากรแร่ภาคอีสาน นางมณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี และสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 10 คน โดยได้ให้แต่ละฝ่ายเข้าให้ข้อมูลเป็นระยะ ๆ ตลอดวัน
       
       นายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานกรรมการบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ได้ชี้แจงต่ออนุกรรมการฯว่าทางบริษัทเพิ่งเข้ามาซื้อกิจการของบริษัทเอพีอาร์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทเอเชียแปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือบริษัทเอพีพีซี เจ้าของโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี และมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและต้องการที่เริ่มต้นขบวนการดำเนินโครงการใหม่ให้ถูกต้องทั้งหมด โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส
       
       นายเปรมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านหลักการทางวิศวกรรรมในการทำเหมืองใต้ดินนั้นได้ไปศึกษาดูงานจากประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นตัวอย่างการทำเหมืองใต้ดินที่ไม่มีปัญหาจึงจะอาศัยเทคโลยีแบบเดียวกันกับที่เยอรมันมาใช้ที่อุดรธานี และคาดว่าจะจัดการกับผลกระทบที่จะตามมาได้ ทั้งนี้เรื่องการใช้น้ำที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะแย่งน้ำในชุมชน บริษัทอิตาเลียนไทยยืนยันว่าจะไม่แย่งน้ำจากชุมชน แ ต่จะผันน้ำจากแม่น้ำขนาดใหญ่ใกล้โครงการเข้ามาใช้ในโครงการ
       
       นางมณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ชี้แจงว่า แม้บริษัทจะอ้างอย่างไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่เกิดในพื้นที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้บริหารบริษัทฯกล่าว เห็นได้จากเวลาไม่นานเพียงสามสี่เดือนที่บริษัทอิตาเลียนไทยเข้ามาบริหารโครงการ ก็ได้ดำเนินการโดยฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทฯ เพื่อแยกประชาชนออกจากกัน
       
       โดยการว่าจ้าง จัดเลี้ยงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเผชิญหน้ากับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เช่น การปลุกระดมให้คนเกลียดชังกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีผ่านสถานีวิทยุคลื่นมวลชนสัมพันธุ์
       
       ล่าสุดทราบข่าวว่าในวันพรุ่งนี้(12 ก.ย.49) ได้มีการจ่ายเงินจ้างกลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มที่อ้างตัวเป็นกลุ่มสนับสุนนโครงการฯ ซึ่งพบว่าทุกกลุ่มมีพนักงานหรือคนของคนของบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวปะทะกับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีในวันพรุ่งนี้ หากเกิดจริงก็นับเป็นเหตุการณ์ที่จะส่อเค้าความรุนแรงจากการเผชิญหน้า โดยการกระทำของบริษัท
       
       ด้านนายสุรพงษ์ เชียงทอง ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมพื้นฐาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า ตนได้พยายามเตือนบริษัททุกครั้งในเรื่องการกระทำที่จะทำให้เกิดการแตกแยกขัดแย้งรุนแรงเพราะมันจะไม่เป็นผลดีต่อโครงการ โดยแนะนำว่าจะต้องสร้างขบวนการการมีส่วนร่วม เรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำชาวบ้านตนในฐานะเจ้าของเรื่องในการรังวัดปักหมุดก็ได้นัดกับกลุ่มอนุรักษ์ฯ ว่าจะไปพบอัยการจังหวัดในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.) เพื่อยืนยันเจตนาว่าไม่ติดใจเอาความกับชาวบ้าน
       
       ทั้งต่อการดำเนินการต่อไป จะได้จัดให้มีการปรึกษาหารือเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 88/9 ของ พรบ.แร่ปี 2545 ก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต่อไปนายสุรพงษ์กล่าว
       
       ขณะที่นายวสันต์ วานิช ประธานอนุกรรมกรรมทรัยพากรน้ำและแร่ธาตุ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเรื่องราวที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจเรื่องความขัดแย้ง และวันนี้ก็เป็นบรรยากาศที่ดีที่ที่เกิดการพูดคุยกันเพื่อจะได้หาทางออกร่วมกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะ ไม่อยากให้มีความแตกแยกในสังคมมากไปกว่านี้ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในชุมชน หรือบุคคลเหมือนกับโครงการอื่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลายโครงการ
       
       โดยต่อไปอนุกรรมการสิทธิฯ จะได้จัดให้มีการชี้แจงข้อมูลเรื่องรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอที่ยังไม่ทราบความคืบหน้ามากนักในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตนเชื่อว่าความรู้ที่ถูกต้องจะลดเรื่องปัญหาความขัดแย้งได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: