.

ข่าว/บทความในเดือนเมษายน 2550

แนะเกษตรกรใช้ปุ๋ยผสมผสานระหว่าง “ปุ๋ยเคมีและอินทรีย์”

ปัจจุบันเกษตรกรยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพราะการปลูกพืชให้ได้ผลดีต้องรู้จักใช้ปุ๋ยผสมผสานอย่างเหมาะสม ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และเคมี มิใช่เลือกใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์ หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมีส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำการใช้ปุ๋ยว่า เริ่มต้นเกษตรกรควรเรียนรู้และเข้าใจถึงความต้องการของพืชว่าในแต่ละระยะการเติบโตต้องการธาตุอาหารใดในปริมาณเท่าใด เช่น ระยะแรกอาจใช้ปุ๋ยอินทรีย์เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับการตั้งตัวของต้นกล้า พอถึงระยะที่พืชต้องให้ผลผลิตก็อาจจะหันมาใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยน้ำหนัก และพืชสามารถดึงธาตุอาหารเหล่านั้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้ทันทีเป็นต้น ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อได้เปรียบเสียเปรียบของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดินนั้น ข้อได้เปรียบของปุ๋ยอินทรีย์คือ ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่นความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และธาตุอาหารพืชของดินดีขึ้น อยู่ในดินได้นานและค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะพวกที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสียเปรียบของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมีในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่พืช ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมีเมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยต่อน้ำหนักของธาตุอาหาร อีกทั้งยังหายากหากต้องการใช้ปริมาณมาก สำหรับปุ๋ยเคมี มีข้อได้เปรียบปุ๋ยอินทรีย์ในแง่ปริมาณธาตุอาหารต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ยสูงใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูกเมื่อคิดเป็นราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร การขนส่งและเก็บรักษาสะดวก หาซื้อได้ง่าย ในขณะที่ข้อเสียเปรียบของปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน กล่าวคือไม่ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย เหมือนปุ๋ยอินทรีย์ และหากเกษตรกรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียเป็นปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องใช้ปูนขาวช่วยแก้ความเป็นกรดในดินและต้องเข้าใจว่าปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใช้ในอัตราสูงหรือใส่โคนต้นพืชจะเกิดอันตรายแก่พืชและการงอกของเมล็ด ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีล้วนมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น แต่ปุ๋ยทั้งสองชนิดก็มีบทบาทร่วมกันที่จะช่วยสนับสนุนและสร้างประโยชน์ที่ดีที่สุดในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้นการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงควรเป็นนโยบายที่สำคัญในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้ดินได้ธาตุอาหารพืชอย่างครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลักธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม และมีโครงสร้างดินที่ดีถือเป็นระบบการผลิตแบบเกษตรยั่งยืนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรไทย อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชโดยการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรควรทราบลักษณะและคุณสมบัติของดินในแปลงของตนเอง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงดินได้อย่างเหมาะสม จากนั้นพิจารณาดูว่าในดินมีธาตุอาหารพืชชนิดใดบ้าง การปลูกพืชต้องเพิ่มเติมธาตุอาหารพืชในปริมาณเท่าใด เพื่อจะได้พิจารณาการใช้ปุ๋ยในแบบผสมผสานได้อย่างเหมาะสม หรืออย่างน้อยควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ทุก 3-5 ปี เพื่อจะได้รับคำแนะนำจากการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ช่วยให้การจัดการดินและปุ๋ยได้ถูกต้องและลดต้นทุนการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เขียน: –

ที่มา: เดลินิวส์ (รายวัน) วันอังคารที่ 10 เมษายน 2550 หน้า 10.

คัดมาจาก : http://www.ubon.ricethailand.org/news/2550.htm#apr1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: